• American Stratocaster
  • American Telecaster
  • American Strat Texas Special
  • American Fat Strat Texas Special
  • American Double Fat Strat
  •  
  • Highway Strat HSS
  •  
  • Eric Johnson
  •  
  • Super Strat
  •  
  • Standard Stratocaster
  • Standard Telecaster
  • Standard Fat Strat
         with locking Tremolo
  •  
      American Series > American Stratocaster

    ปี 2000 Fender ได้เปลี่ยนชื่อซีรี่ส์กีตาร์จากเดิมว่า American Standard Series มาเป็น American Series เฉยๆ ความตั้งใจแรกเริ่มในการให้กำเนิดซีรี่ส์ใหม่นี้ก็เพื่อให้เป็นกีตาร์ที่คงความคลาสสิคของ Strat และ Tele เอาไว้ทั้งรูปลักษณ์และน้ำเสียงอย่างที่เคยเป็นมาตลอดเกือบจะห้าสิบปีแล้ว แต่ก็ได้มีการเสริมคุณสมบัติพิเศษที่มีความโมเดิร์นขึ้นเพื่อให้เหมาะกับมือกีตาร์ร่วมสมัยรุ่นใหม่มากขึ้น และการปรับปรุงทั้งหมด Fender ตั้งใจให้เป็นไปตามความต้องการของผู้เล่นกีตาร์เป็นสำคัญ เป็นการปรับปรุงตามกระแสตอบรับจากผู้ใช้โดยตรง ซึ่งทางบริษัทได้เก็บข้อมูลคำชี้แนะและข้อคิดเห็นจากผู้ใช้เป็นเวลากว่า 10 ปีเพื่อให้เป็นกีตาร์ที่ตอบสนองความต้องการของผู้เล่นสูงสุด ก็เลยกลายเป็นจุดให้เรามีเรื่องมาคุยเปรียบเทียบ กันได้ว่ากีตาร์ว่าแบบไหน เป็นสไตล์วินเทจแบบไหนเป็นสไตล์โมเดิร์น

     
     
    จุดที่บ่งบอกว่าเป็น American Strat เป็นกีตาร์สมัยใหม่ก็คือมี 22 เฟร็ต(ซึ่งถ้าเป็นสไตล์กีตาร์วินเทจจะมี 21 เฟร็ต)และเฟร็ตที่ใช้เป็นขนาด medium-jumbo ใช้ทรัสรอด Bi-Flex ที่ออกแบบโดย Fender เอง ความพิเศษของทรัสรอดนี้ก็คือสามารถปรับคอได้ทั้งสองทาง (ทั้งคองอและคอโก่ง) ซึ่งต่างจากทรัสรอดวินเทจที่จะปรับได้ทางเดียว และที่พิเศษกว่าคือมีระบบปรับคอที่เรียกว่า micro-tilt ที่อยู่ตรงด้านหลังกีตาร์ตรงบริเวณฐานจุดที่คอต่อกับบอดี้ ซึ่งคุณจะเห็นว่ามีรูเล็กๆอยู่ตรงแผ่นโลหะระหว่างน็อต 2 ตัวล่าง เจ้ารูนี้แหละที่คุณสามารถใช้หกเหลี่ยมขันเพื่อปรับคอได้อีก ลูกบิดก็เปลี่ยนมาใช้เป็นแบบ Deluxe Fender ที่ใช้กรรมวิธีหล่อแบบ (die cast) และหากสังเกตให้ดีจะเห็นว่าตรงแกนพันสายจะมีความสูงไม่เท่ากัน โดยที่แกนลูกบิดของสาย 1-4 จะเตี้ยลง ทำให้เกิดการหักมุมระหว่างนัทกับสายมากขึ้นซึ่ง นอกจากจะช่วยลดอาการสายเพี้ยนแล้วยังช่วยให้ซาวน์ดดีขึ้นอีกด้วย ส่วนแกนของสาย 5,6 สูงปรกติ

    นอกจากคุณสมบัติดังที่ว่ามาแล้ว ใน American Strat ยังมีอีกหลายจุดที่ได้พัฒนาต่อจากเมื่อครั้งที่ยังเป็น American Standard อยู่ อาทิ มีการปรับวิธีเหลาคอแบบใหม่ (new neck shape) ลดความหนาเทอะทะลง ทำให้เล่นได้ง่ายขึ้น ตัวเฟร็ตก็มีการปรับเปลี่ยนให้มีลักษณะมนขึ้น ทำให้ได้สัมผัสที่ราบรื่นขึ้น การทาสีที่บอดี้ก็บางลงซึ่งมีผลโดยตรงต่อซาวน์ด ทำให้ซาวน์ดออกมาดีขึ้น รูปลักษณ์ภายนอกก็ดูมีความเป็นวินเทจมากขึ้น

    ใน American Strat ยังคงใช้ปิ้กอัพซิงเกิลคอยล์ 3 ตัว เป็นปิ้กอัพแบบ Staggerd pickup ซึ่งปิ้กอัพแบบนี้จะมี polepiece หรือขั้วแม่เหล็กสูงไม่เท่ากัน โดยเรียงลำดับความสูงจากเตี้ยสุดไปสูงสุดดังนี้ : B-E(เล็ก)-G-E(ใหญ่)-A-D ในขณะที่สมัยที่เป็น AM Standard จะใช้ปิ้กอัพแบบ flush polepiece ที่มีแม่เหล็กมีความสูงเท่ากันหมด

     
       

    สเป็คอื่นๆก็ยังคงเดิม บอดี้มีให้เลือกทั้งไม้แอชและอัลเดอร์ คอเป็นไม้เมเปิล ฟิงเกอร์บอร์ดมีทั้งคอดำ (โรสวูด)และคอขาว (เมเปิล) ปิ้กอัพซิงเกิลคอยล์ 3 ตัวพร้อมด้วยระบบ Delta Tone ซึ่งจุดเด่นและการทำงานของระบบปิ้กอัพ Delta Tone นี้ประกอบไปด้วย :
    • ปิ้กอัพบริดจ์จะมีเอาท์พุทแรงกว่าตัวอื่น เพื่อให้โซโลได้ซาวน์ดสะใจขึ้น
    • ปิ้กอัพตัวกลางมีการพันลวดกลับด้านและวางแม่เหล็กสลับขั้ว เพื่อที่เวลาเปิดใช้ปิ้กอัพพร้อมกัน 2 ตัวจะทำให้เกิดการตัดเฟสกันเอง เป็นการกำจัดเสียงจี่ที่มักจะเกิดขึ้นกับปิ้กอัพซิงเกิลคอยล์อย่างชาญฉลาด ส่วนปิ้กอัพตัวใกล้คอเป็นแบบสแตนดาร์ดปรกติ
    • ปุ่มคอนโทรล Master Volume 1 ปุ่ม
    • ปุ่มปรับ Tone ใช้กับปิ้กอัพใกล้คอ 1 ปุ่ม และปุ่มปรับ Tone ที่มีวงจร "No Load" เพื่อปรับน้ำเสียงเวลาเราใช้ปิ้กอัพตัวกลาง/ปิ้กอัพบริดจ์อีก 1 ปุ่ม ปุ่ม Tone แบบ "No Load" นี้เป็นส่วนหนึ่งของระบบปิ้กอัพ "Delta Tone" วิธีการทำงานของมันคือ สมมติว่าคุณปรับปุ่ม Tone นี้ไปที่เบอร์ 1-9 มันจะยังคงทำหน้าที่เหมือนปุ่มปรับ Tone ธรรมดา แต่ถ้าหากคุณปรับไปที่เบอร์ 10 ระบบปรับ tone จะถูกตัดออกจากวงจรทำให้เอาท์พุทเพิ่มขึ้นเพราะได้รับเสียงจากปิ้กอัพโดยตรง

    American Strat นี้มีทั้งรุ่นที่ติดคันโยก "synchronized tremolo" กับรุ่นที่เป็น Hard-Tail ซึ่งจะไม่ติดคันโยกและใช้วิธีใส่สายจากด้านหลังทะลุบอดี้เหมือนกันกีตาร์ Tele ความจริงแล้วตั้งแต่ Fender คิดค้นคันโยก synchronized และติดตั้งใน strat ครั้งแรกในปี 1954 ตอนนั้นกีตาร์เวอร์ชั่นที่ไม่มีคันโยกหรือ hard-tail นี่ก็เกิดขึ้นพร้อมกันและอยู่คู่กันตลอดมา

    ซาวน์ดกีตาร์พื้นฐานที่เรารู้จักนั้นมีอยู่ 3 แบบก็คือ 1. ซาวน์ดไบรท์ใสแบบ Strat กับปิ้กอัพซิงเกิลคอยล์ 2. ซาวน์ด twang แบบ Tele และ 3. ซาวน์ดหนาๆแรงๆแบบพวกกีตาร์ฮัมบักเกอร์ทั้งหลาย และ American Strat จัดเป็นกีตาร์ที่ให้ซาวน์ด Strat แท้ๆ และถ้าคุณนึกไม่ออกว่าเป็นยังไง ขอแนะนำให้หางานของมือกีตาร์อย่าง Jimi Hendrix, Stevie Ray Vaughan, Eric Clapton, Jimmy Vaughan และอีกหลายๆคนที่เล่น Strat มาฟัง

    และแน่นอน…อย่างที่รู้ๆกันว่า Strat เป็นกีตาร์ที่ใช้งานได้กว้าง คุณสามารถสร้างซาวน์ดให้ใกล้เคียงฮีโร่ Strat ทั้งหลายได้ อย่างในรุ่นนี้มีสเป็คที่ค่อนข้างจะเหมาะกับเพลงสไตล์บลูส์ บลูส์ร็อค คลาสสิคร็อค แจ๊สหรือเล่นริทึ่มเสียงใสในเพลงฟังค์กี้ แต่หากลองปรับดีๆคุณก็อาจจะได้ซาวน์ดไบรท์และจะแจ้งแบบ David Gilmour (Pink Floyd) หรือ Dire Strait ก็ได้ หรือไม่ก็ลองบิดปุ่ม Tone ที่เป็น No Load ไปเบอร์ 10 คุณและใส่ดิสทอร์ชั่นอีกหน่อยก็อาจจะไปได้ถึง SRV, Hendrix หรือ Nirvana โน่นเลย ถึงแม้จะไม่เหมือน 100% ทีเดียว ไม่ใช่แต่ก็ใกล้เคียงล่ะครับ อย่าลืมว่าอาวุธสำคัญอยู่ที่หูและมือของคุณเอง ลองค้นหาและทดลองซาวน์ดไปเรื่อยๆ ลองกับเอฟเฟกต์หลายๆแบบ และคุณอาจจะได้พบกับความมหัศจรรย์ที่ไม่คาดคิดมาก่อนว่าจะได้พบในกีตาร์หน้าตาธรรมดาๆอย่าง American Stratocaster ตัวนี้ก็ได้ ความเรียบง่ายธรรมดาๆแบบนี้แหละคือความพิเศษของกีตาร์รุ่นนี้ ทีนี้ก็อยู่ที่คุณแล้วล่ะว่าจะเสกสรรให้เป็นอย่างไร

     


        ©Copyright 2005 Beh Ngiep Seng Musical Instruments Ltd.,Part. All reserved.