วันนี้ Fender มีแอมป์ซีรี่ส์ Dyna-Touch ที่สามารถตอบโจทย์ข้อนี้ได้ จึงไม่ต้องสงสัยเลยว่าที่มาของชื่อนั้นหมายถึงอะไร? Dyna มาจากคำว่า Dynamic ส่วน Touch ก็คือสัมผัสหรือการตอบสนองต่อไดนามิก น้ำหนัก หรือแอ็ทแท็ค (attack) ที่ออกมาจากมือของคนเล่นนั่นเอง ดังนั้น Dyna-Touch จึงมีความหมายสื่อถึงแอมป์ทรานซิสเตอร์ที่สามารถตอบสนองต่อไดนามิกของผู้เล่นได้เช่นที่แอมป์หลอดเป็น เรียกว่าเป็นวิวัฒนาการก้าวใหญ่ของเทคโนโลยีแอมป์ทรานซิสเตอร์ทีเดียว
ปีนี้ Fender ได้พัฒนา Dyna-Touch ให้มีประสิทธิภาพการใช้งานได้กว้างขึ้น กลายเป็น Dyna-Touch Plus ที่มีการเสริมระบบการสร้างเอฟเฟกต์ในตัวด้วยเทคโนโลยีดิจิตัล ที่เราเรียกว่า DSP (Digital Signal Processing) ซึ่งประกอบไปด้วย Reverb ซึ่งคุณสามารถเลือกลักษณะเสียงรีเวิร์บที่ต้องการได้ไม่ว่าจะเป็นแบบ Room ที่เลียนเสียงก้องในห้องเล็กๆ หรือแบบ Hall ที่จะเป็นเสียงก้องในหอประชุมใหญ่ๆ หรือแบบ Plate Reverb ที่นิยมใช้ในหมู่มือกีตาร์เป็นต้น นอกจากนี้ยังมีเอฟเฟกต์ เสียงแตก, Delay , Chorus , Flange, Tremolo และอีกมากมายให้คุณเลือกได้มากสุดถึง 16 ชนิด ซึ่งระดับความซับซ้อนของตัวควบคุมระบบ DSP จะมากน้อยไปตามขนาดของแอมป์ เรียกว่ามีเพียงกีตาร์กับแอมป์ก็พอ ไม่ต้องไปเสียเงินซื้อเอฟเฟกต์เพิ่มอีก
Dyna-Touch Plus ถูกออกแบบมาให้มีสเปคตรัมของน้ำเสียงและมีเฮดรูมของเสียงกว้างมาก (เฮดรูม หมายถึง ระดับเสียงก่อนที่จะถึงจุดที่เกิดเสียงแตก) มีความอุ่น และเสียงเต็ม อิ่ม ซึ่งเป็นการเลียนแบบคุณลักษณ์ของแอมป์หลอดได้อย่างเป็นธรรมชาติ และที่สำคัญคือ มีการสร้างให้แอมป์สามารถตอบสนองและไวต่อไดนามิกหรือน้ำหนักการเล่นของผู้เล่นได้อย่างน่าทึ่ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากคุณปรับแอมป์ให้เกิดเสียงแตกพอประมาณ คุณจะสัมผัสได้ถึงการตอบสนองอย่างนุ่มนวลของแอมป์ได้อย่างชัดเจน ทั้งนี้เป็นเพราะเทคโนโลยีที่ Fender นำมาใช้ทำให้ Dyna-Touch สามารถปรับระดับความดังเบาของเสียงและดีกรีของเสียงแตกให้เพิ่มขึ้นหรือลดลง ไปตามแรงที่เราดีดและจะค่อยๆแปรเปลี่ยนไปทีละนิดอย่างนุ่มนวลที่สุด ซึ่งผิดวิสัยของแอมป์ทรานซิสเตอร์ทั่วไปที่หลายคนมักจะบ่นว่า แอมป์ทรานซิสเตอร์จะให้น้ำเสียงแห้ง กระด้าง ไม่นุ่มนวล และไม่ตอบสนองต่อน้ำหนักการเล่น นั่นเป็นเพราะว่า โดยธรรมชาติแล้ว ลักษณะการเปลี่ยนแปลงของน้ำเสียงหรือระดับเสียงแตกจะเป็นไปอย่างฉับพลัน ถ้าเขียนเป็นเส้นกราฟก็จะเห็นเป็นเส้นตรงดิ่งลงมา กล่าวคือ ถ้าถึงระดับที่เสียงแตกก็จะแตกเลย แต่เมื่อถึงจุดที่จะเปลี่ยนเป็นเสียงใสก็จะใสเลย จะไม่แตกแล้วจึงเพิ่มความใสขึ้นอย่างค่อยเป็นค่อยไปเหมือนแอมป์หลอด
ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อล่ะว่าในโลกนี้ยังมีแอมป์ทรานซิสเตอร์อย่าง Fender Dyna-Touch Plus ที่สามารถพัฒนาคุณลักษณะได้เหมือนกับแอมป์หลอดได้ นอกจากนี้ Dyna-Touch ยังโดดเด่นในเรื่องของน้ำเสียง การตอบสนองต่อไดนามิก มีความแข็งแรง ใช้งานง่าย และคุ้มค่าราคา สำหรับซีรี่ส์นี้มีอยู่ด้วยกันหลายขนาดตั้งแต่รุ่นเล็กสุดสำหรับไว้ซ้อม อย่าง Bullet 15 DSP (15 วัตต์) ที่สนนราคาไม่แพงแต่มีฟังค์ชั่นครบถ้วนรวมถึงระบบ DSP สำหรับเอฟเฟกต์ด้วย หรือจะเป็นขนาด 30 วัตต์อย่าง Champion 30 DSP ที่เหมาะไม่ว่าจะเป็นการใช้ในห้องซ้อม งานบันทึกเสียงโปรเจ็กต์เล็กๆหรือทำเดโมด้วยระบบโฮมเร็กคอร์ดดิ้ง หรือจะเอาไว้ใช้แจมกีตาร์เล่นๆกับเพื่อฝูงก็ได้ ส่วนขนาดกลางก็มี Princeton 65 DSP (65 วัตต์) ที่สามารถเอาไปใช้ในการแสดงในคลับหรืองานเลี้ยงที่มีสถานที่ไม่ใหญ่โตเกินไป
ส่วนพวกที่เป็นระดับโปรเฟสชันนัลขึ้นมาหน่อยก็จะเป็นพวกรุ่นที่ใช้งานได้ค่อนข้างกว้าง เช่น Deluxe 90 DSP (90 วัตต์) หรือรุ่น Stage ที่มีทั้งขนาด 100 วัตต์และ 160 วัตต์ ที่มีทั้งในรูปแบบสแต็ค คือหัวแอมป์กับตัวคาบิเน็ตแยกกันหรือเป็นแบบคอมโบก็มี รุ่นนี้จะเหมาะกับการแสดงสดบนเวทีใหญ่หรือสถานที่ที่ต้องการแอมป์ที่ให้พลังเสียงดังมาก และการที่มี 3 แชนแนลคือ Normal, Drive และ More Drive ทำให้คุณสามารถเค้นเสียงแตกให้มีพลังมากขึ้นได้ สำหรับมือกีตาร์สไตล์บลูส์ จะต้องแปลกใจที่พบว่าแอมป์ทรานซิสเตอร์อย่าง Dyna-Touch สามารถถ่ายทอดอารมณ์ ความรู้สึกที่คุณส่งจากใจผ่านมายังน้ำหนักมือที่ดีดลงไปแต่ละครั้งได้เหมือนกับแอมป์หลอดแท้ๆ ส่วนใครที่ชอบแนวคันทรี่ นี่ไม่ต้องพูดถึง เพราะแอมป์ประเภทนี้โดดเด่นอยู่แล้วในเรื่องของเสียงใสที่ให้ความสดใสคงเส้นคงวา Dyna-Touch Plus เป็นแอมป์ที่เหมาะกับการใช้งานไม่ว่าจะเป็นแสดงสดหรือบันทึกเสียง ไม่ว่าจะเป็นแนวไหน จะร็อค เมทัล บลูส์ แจ๊ส ไม่ว่าจะเป็นสไตล์ไหนๆคุณก็สามารถเลือกสรรซาวน์ดได้ตามสบายตามใจต้องการ แล้วคุณจะต้องทึ่งที่พบว่าแอมป์ทรานซิสเตอร์ก็สามารถถ่ายทอดน้ำเสียง และอารมณ์ได้ใกล้เคียงแอมป์หลอดได้เหมือนกัน แถมยังช่วยคุณประหยัดงบประมาณไปได้อีกเยอะทีเดียว
|