ปัญหาดังกล่าวได้จุดประกายให้ Steven W. Rabe ผู้ก่อตั้ง SWR ได้ออกแบบระบบการขยายสัญญาณหรือแอมปลิฟายเออร์ขึ้นมา เพื่อให้เหมาะสมกับเบสไฟฟ้าโดยเฉพาะ โดยเขาได้ทำการวิจัยและศึกษาความต้องการจากมือเบสระดับโลก จนกระทั่งได้ออกมาเป็นแอมป์เบสรุ่นแรกที่มีฟังก์ชั่นการทำงานหลักๆซึ่งเป็นพื้นฐานของ SWR ดังนี้ :
- Aural Enhancer
- Side Chain Stereo & Mono Effects Loops
- Tuner Send
- เอาต์พุต XLR Balanced คุณภาพสูง
- ตู้คอมโบและมีพื้นที่ว่างสำรองภายใน
- อินพุตแยกอิสระสำหรับเบสระบบแอ็คทีฟและแพสสีฟ
- EQ ที่ย่านเสียงต่ำสุดถึง 31 Hz
- Stereo Power
- ระบบลำโพงครอบคลุมย่านเสียงที่กว้าง
SWR Sound
SWR ได้กลายเป็นสัญลักษณ์ของระบบแอมปลิฟายเออร์ไฮ-เอนด์สำหรับเบสมาตั้งแต่ปี 1984 แอมป์เบสระดับโปรเฟสชันนัลขนาดใหญ่ของ SWR ได้รับความนิยมแพร่หลายจนเกิดเป็นคำพูดติดปากในหมู่นักดนตรีและมือเบสทั่วโลกว่า SWR Sound หรือ ซาวด์ในแบบ SWR ที่สามารถอธิบายได้ด้วยคำนิยามว่า Crystal Clear ซึ่งหมายถึง ความสดใส คมชัด ประดุจผลึกแก้วคริสตัล เป็นคำสั้นๆแต่มีความหมายชัดเจนในตัวเอง และซาวด์แบบนี้นี่เองที่มือเบสทั่วโลกต่างใฝ่ฝันถึง
SWR LA Series
SWR ได้เล็งเห็นว่ามือเบสทุกคนมีสิทธิ์ที่จะเป็นเจ้าของซาวด์เบสดีๆ ได้โดยไม่จำเป็นต้องทุ่มงบประมาณก้อนโต และเพื่อให้ซาวด์อันเป็นเอกลักษณ์ของ SWR สามารถขยายสู่มือเบสได้ในวงกว้างมากขึ้น โดยเฉพาะในหมู่ผู้นิยมแอมป์ขนาดเล็ก SWR จึงได้เสนอ LA Series แอมป์คอมโบคุณภาพระดับ "มืออาชีพ" แต่ราคา "ระดับมือสมัครเล่น" ที่มือเบสทุกคนสามารถเป็นเจ้าของได้ง่ายๆ ในซีรี่ส์นี้มีอยู่ 3 รุ่นตามขนาดดอกลำโพงคือ LA10, LA12 และ LA15 กำลังขับ 30, 60 และ 100 วัตต์ตามลำดับ และนี่เองคือที่มาของชื่อซีรี่ส์ "LA" หรือ "Little Amp" นั่นเอง
แม้จะถูกจัดให้เป็นแอมป์เล็ก แต่การออกแบบและการสร้าง LA Series ยังคงยึดหลักพื้นฐานของ SWR ไว้อย่างครบถ้วน คือมี Aural Enhancer, EQ 3-band ( ทุ้ม/กลาง/แหลม) และ Tuner Output สำหรับพ่วงกับเครื่องตั้งสายโดยตรงซึ่งเป็นฟังก์ชั่นที่จำเป็นมาก สำหรับนักดนตรีอาชีพที่ใช้ในการแสดงสด และโดยเฉพาะระบบปรีแอมป์ที่ Steven W. Rabe ที่ผู้ก่อตั้งบริษัทเป็นคนลงมือออกแบบเอง รวมถึงระบบโทนคอนโทรลยังใช้วงจรพื้นฐานตัวเดียวกันกับที่ใช้ในแอมป์ SWR ไลน์สูงๆระดับไฮ-เอนด์ราคาเรือนแสนอย่าง Professional และ Workingman อีกด้วย !
และที่น่าสนใจคือ SWR ได้ออกแบบระบบการปรับแต่งน้ำเสียงที่ผิดแผกไปจากผู้ผลิตแอมป์ทั่วไป โดยตัวปุ่มปรับจะเริ่มจาก "จุดกึ่งกลาง" เมื่อหมุนตามเข็มนาฬิกาจะเป็นการ "เร่งหรือบูสต์" ย่านความถี่ทุ้ม/กลาง/แหลม แต่หากหมุนทวนเข็มนาฬิกาก็จะเป็นการ "ลดหรือคัท" ย่านความถี่ดังกล่าว และที่สำคัญคือปุ่มปรับ เสียงทุ้ม ( Bass) สามารถบูสต์เสียงย่านความถี่ต่ำจากเบสของคุณได้ถึง 15 dB เลยทีเดียว
นอกจากฟังก์ชั่นเด่นๆที่กล่าวไปแล้ว ทุกรุ่นยังมีช่องต่อเข้าเฮดโฟนสำหรับการซ้อมอย่างเงียบๆได้ และอีกลูกเล่นหนึ่งที่เหนือความคาดหมายก็คือช่อง Mix In ที่ผู้เล่นสามารถพ่วงแอมป์เข้ากับเครื่องเล่น CD เพื่อใช้แจมกับวงดนตรีที่โปรดปรานหรือไว้ใช้สำหรับแกะเพลงก็ได้ หรือจะต่อสัญญาณที่มาจากคอมพิวเตอร์, เครื่องเล่นเทปคาสเส็ต, มินิดิสก์ หรือเครื่องเสียงสเตอริโอทุกชนิด หรือจะพ่วงเครื่องดนตรีอีกชิ้นทางช่อง Mix In นี้ก็ได้ ด้วยน้ำหนักที่แสนเบาเพียงประมาณ 10 , 18 และ 25 กิโลกรัมทำให้การขนย้ายเป็นไปได้อย่างสะดวกสบาย และทั้งสามรุ่นยังสามารถใช้กับเบสทั้งที่เป็นระบบแอ็กทีฟและแพสสีฟได้อย่างไม่มีปัญหา
สำหรับมือเบสคนไหนที่อยากใช้เอฟเฟกต์แล้วล่ะก็ ถึงแม้ว่า LA Series จะไม่มีช่อง Effect Loop ให้ แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าคุณจะต่อพ่วง (loop) เอฟเฟกต์ไม่ได้ ! เคล็ดลับคือให้ใช้ช่อง Tuner Out เป็นช่อง Effect Send และให้เดินสัญญาณไปอินพุตเข้าที่ตัวเอฟเฟกต์ จากนั้นให้ต่อเอาต์พุตออกจากเอฟเฟกต์กลับไปเข้าที่ช่อง Mix In ที่ทำหน้าที่เป็นช่อง Effect Return เพียงเท่านี้ LA Series ก็กลายเป็นแอมป์ที่มี Effect Loop ให้คุณได้อย่างไม่ยาก !
ด้วยสนนราคาเริ่มต้นเพียงหมื่นบาทต้นๆ คุณก็สามารถสร้างชีวิตชีวาให้กับเบสไฟฟ้าของคุณได้อย่างง่ายๆ แล้วคุณจะเข้าใจว่าทำไมมือเบสระดับตำนานอย่าง John Paul Jones (Led Zeppelin) หรือมือเบสระดับโลกอย่าง Adam Clayton (U2), Stephan (Dave Matthews Band), P-Nut (311), Robbie Merrill (Godsmack) และอีกมากมาย ถึงหลงเสน่ห์น้ำเสียงและไว้วางใจในแอมป์เบสอย่าง SWR
|